วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559
คำถาม: พระเยซูคริสต์เป็นใคร?
คำตอบ: พระเยซูคริสต์เป็นใคร? ไม่เหมืิอนกับคำถามที่ว่า “พระเจ้ามีอยู่จริงไหม?” น้อยคนจะถามว่าพระเยซูคริสต์มีอ ยู่จริงไหม โดยทั่วไปผู้คนยอมรัับว่าพระเยซ ูคริสต์ทรงเป็นมนุษย์และทรงอยู่ ในโลกนี้ที่ประเทศอิสราเอลเมื่อ เกือบ2000 ปีที่ผ่านมา การถกเกิดขึ้นเมื่อหลักฐานแสดงต ัวตนของพระองค์ถูกนำมาอภิปราย เกือบทุกศาสนามีหลักสอนว่าพระเย ซูคืิอผู้เผยพระวจนะ หรืออาจารย์ที่ดี หรือคนที่เคร่งศาสนา ปัญหาคือ พระคัีมภีร์บอกเราว่าพระเยซูทรง เป็นมากกว่าผู้เผยพระวจนะ หรืออาจารย์ที่ดี หรือคนที่เคร่งศาสนาคนหนึ่ง
C.S. Lewis ผู้เขียนหนังสือ ชื่่อ คริสเตียนธรรมดา (Mere Christianity) เขียนว่า “ข้่าพเจ้าพยายามที่จะไม่ให้ใคร ๆ พูดอะไรโ่ง่ ๆ ที่คนชอบพูดกันเกี่ยวกับพระองค์ (พระเยซูคริสต์): เช่นว่า ฉัีนพร้อมที่จะยอมรับพระเยซูว่า เป็นผู้สอนทางด้านคุณธรรมที่ดี แต่รับไม่ได้กับการอ้างว่าทรงเป ็นพระ
เจ้า” นี่เป็นอะไรที่เราไม่ควรพูด เพราะหากคนธรรมดา ๆ จะพูดอะไร ๆ
มากมายหลายอย่าง อย่างที่พระเยซูคริสต์ตรัีส ไม่น่าจะเป็นอาจารย์ที่ดีได้
แต่น่าจะเป็นคนบ้ามากกว่า -- ระดับเดียวกับคนที่พูดว่าตัวเอง เป็นไข่ต้ม -- หรือไม่ก็เป็นมารซาตานมาจากนรก คุณต้องเลือก หากพระองค์ไม่ใช่พระบุตรของพระเ จ้า ก็จะต้องเป็นคนบ้าหรืออะไรที่แย ่ยิ่งกว่านั้น… คุณสามารถมองว่าพระองค์ทรงเป็นค นโง่คนบ้่าคนหนึ่ง ถ่มน้ำลายรดพระองค์ แล้วปลงพระชนม์พระองค์ในฐานะมาร ซาตาน หรือซบลงแทบพระบาทของพระองค์แล้ วเรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็น เจ้า แต่อย่าทำมาเป็นพูดเหลวไหลเลยว่ าพระองค์ทรงเป็นอาจารย์ที่ดีคนห นึ่ง พระองค์ไม่ได้ให้ทรงเราเลือกแบบ นั้น และไม่ได้ทรงตั้งพระทัยเช่นนั้น ”
แล้วพระองค์ทรงอ้างว่าทรงเป็นผู ้ใด? พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ทรงเป็น ใคร? ประการแรกให้เราดูพระวจนะของพระ เยซูในหนังสือยอห์น 10:30 “เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ ่งอันเดียวกัน” เมื่อมองอย่างเผิน ๆ นี่อาจดูเหมือนว่าไม่ใช่การยอมร ับว่าทรงเป็นพระเจ้า แต่ ให้เรามาดูกันที่ปฎิกริยาของชาว ยิวต่อคำพูดประโยคนี้ “เราจะขว้างท่านมิใช่เพราะการกร ะทำดี แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาท เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้ งตัวเป็นพระเจ้า” (ยอห์น 10:33) คนยิวเข้าใจดีว่าคำกล่้าวของพระ เยซูคือการยอมรับว่าทรงเป็นพระเ จ้า ในข้อพระคัมภีร์ข้อต่อ ๆ มา พระเยซูไม่ได้ทรงแก้ไขคำพูดของช าวยิวโดยปฏิเสธว่า “เราไม่ได้อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้ า” นั่นชี้ให้เห็นว่าพระเยซูตรัสว่ าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าโดยการปร ะกาศว่า “เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ ่งอันเดียวกัน” (ยอห์น 10:30) ยอห์น 8:58 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนอับราฮัมบังเกิดมานั้นเราเป ็น” อีกครั้งหนึ่งที่พวกยิวตอบโต้พร ะองค์ด้วยการหยิบก้อนหินขึ้นมาจ ะขว้างพระองค์ (ยอห์น 8:59) การประกาศหลักฐานแสดงตัวตนของพร ะองค์ว่า “เราเป็น” คือการนำพระนามที่ใช้เรียกพระเจ ้าในพันธสัญญาเดิมมาใช้โดยตรง (อพยพ 3:14) ทำไมชาวยิวจึงต้องการเอาหินขว้า งพระองค์อีก หากพระองค์ไม่ได้ตรัสอะไรบางอย่ างที่พวกเขาคิดว่าเป็นการหมิ่นป ระมาทพระเจ้า ซึ่งก็คือ การอ้างพระองค์ว่าทรงเป็นพระเจ้ า?
ยอห์น 1:1 กล่าวว่า “พระวาทะทรงเป็นพระเจ้า” ยอห์น 1:14 กล่าวว่า “พระวาทะได้ทรงสภาพของเนื้อหนัง ” นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพร ะเยซูทรงเป็นพระเจ้าในสภาพเนื้อ หนัง สาวกโธมัสประกาศต่อหน้าพระเยซูว ่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระอง ค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์” และพระองค์ไม่ได้ทรงแก้ไขเขา อัครสาวกยอห์นอธิบายเกี่ยวกับพร ะองค์ว่า “….พระเจ้าใหญ่ยิ่ง และพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้ร อดของเรา” (ทิตัส 2:13) อัครสาวกเปโตรพูดอย่างเดียวกัน “…. พระเจ้าและพระเยซูคริสต์พระผู้ช ่วยให้รอดของเราทั้งหลาย” พระเจ้าพระบิดาก็ทรงเป็นพยานเกี ่ยวกับหลักฐานแสดงดัวตนของพระเย ซูคริสต์เช่นกัน พระองค์ตรัสว่า “โอ พระเจ้าข้า พระที่นั่งของพระองค์ดำรงเป็นนิ ตย์และเป็นนิตย์ ธารพระกรแห่งอาณาจักรของพระองค์ ก็เป็นธารพระกรเที่ยงธรรม” (สดุดี 45:6) คำเผยพระวจนะเกี่ยวกับพระเจ้าใน พันธสัญญาเดิมกล่าวถึงความเป็นพ ระเจ้าของพระองค์ว่า “ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเ รา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่า น และท่านจะเรียกนามของท่านว่า "ผู้ที่มหัศจรรย์ ที่ปรึกษา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช" (อิสยาห์ 9:6)
C.S. Lewis ถกว่า การเลือกเชื่อว่าพระเยซูเป็นอาจ ารย์ที่ดีไม่ใช่ตัวเลือก เพราะพระองค์ประกาศอย่างชัดเจนโ ดยเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าพระอ งค์
ทรงเป็นพระเจ้า ดังนั้น หากพระองค์ไม่ใช่พระเจ้า
พระองค์ก็จะต้องเป็นจอมโกหก หากพระองค์ทรงเป็นนักโกหก
พระองค์ก็จะต้องไม่ใช่ผู้เผยพระ วจนะ หรืออาจารย์ที่ดี หรือ คนที่เคร่งศาสนา แน่นอน ในความพยายามที่จะอธิบายเกี่ยวก ับพระเยซูของ “นักวิชาการ” สมัยใหม่ พวกเขาบอกว่า “พระเยซูองค์แท้จริงในประวัติศา สตร์” ไม่ได้ตรัสหลาย ๆ อย่างที่พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับ พระองค์ เราเป็นใครกันที่จะมาเถียงพระวจ นะของพระเจ้าเกี่ยวกับว่าพระเยซ ูตรัสและไม่ได้ตรัสอะไร “นักวิชาการ” ที่เกิดห่างจากพระเยซูตั้งสองพั นปีจะรู้ดีว่าพระองค์ตรัสหรือไม ่ได้ตรัสอะไรกว่าคนที่อยู่กับพร ะองค์ ปรนิบัติพระองค์ และ ได้รัีบการสอนจากพระองค์ได้อย่า งไร? (ยอห์น 14:26)?
ทำไมคำถามเกี่ยวกับหลักฐานที่พิ สูจน์ว่าพระเยซูทรงเป็นใครจึงสำ คัญ? ทำไม่ถึงการที่พระเยซูทรงเป็นพร ะเจ้าหรือไม่จึงเป็นเรื่องสำคัี ญ? เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ พระเยซูจะต้องทรงเป็นพระเจ้า หากไม่ใช่ การสิ้นพระชนมฺ์ของพระองค์ก็คงจ ะไม่เพียงพอที่จะไถ่บาปให้กับคน ทั้งโลก (1 ยอห์น 2:2) มีพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่าน ั้นที่ทรงสามารถจ่ายค่าจ้างที่ไ ม่มีที่สิ้นสุดได้ (โรม 5:8; 2 โครินธ์ 5:21) พระเยซูจะต้องทรงเป็นพระเจ้าเพื ่อที่พระองค์จะได้ทรงไถ่บาปให้ก ับเราได้ พระองค์จะต้องทรงเป็นมนุษย์ เพื่อที่พระองค์จะทรงสิ้นพระชนม ์ได้ เราจะรับความรอดได้ก็โดยความเชื ่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น! ด้วยความเป็นพระเจ้าของพระองค์ค ือเหตุผลว่าทำไมพระองค์จึงทรงเป ็นทางเดียวที่นำเราไปสู่ความรอด ด้วยความเป็นพระเจ้าของพระองค์ค ือเหตุผลว่าทำไม่พระองค์จึงทรงป ระกาศว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจา กมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)
/// เมื่อเรารู้ว่าพระเยซูเป็นแล้วคุณจะ รู้ว่าท่านสำคัญกับคุณและคนทั้ง โลกแน่นอนครับ ขอเพียงอ่านแล้วเปิดใจเราจึงเข้ าใจได้ครับ
คำตอบ: พระเยซูคริสต์เป็นใคร? ไม่เหมืิอนกับคำถามที่ว่า “พระเจ้ามีอยู่จริงไหม?” น้อยคนจะถามว่าพระเยซูคริสต์มีอ
C.S. Lewis ผู้เขียนหนังสือ ชื่่อ คริสเตียนธรรมดา (Mere Christianity) เขียนว่า “ข้่าพเจ้าพยายามที่จะไม่ให้ใคร
แล้วพระองค์ทรงอ้างว่าทรงเป็นผู
ยอห์น 1:1 กล่าวว่า “พระวาทะทรงเป็นพระเจ้า” ยอห์น 1:14 กล่าวว่า “พระวาทะได้ทรงสภาพของเนื้อหนัง
C.S. Lewis ถกว่า การเลือกเชื่อว่าพระเยซูเป็นอาจ
ทำไมคำถามเกี่ยวกับหลักฐานที่พิ
///
วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556
คุณรู้ไหมพระเยซูเป็นใครจริงๆ
คำถาม: พระเยซูคริสต์เป็นใคร?
คำตอบ: พระเยซูคริสต์เป็นใคร? ไม่เหมืิอนกับคำถามที่ว่า “พระเจ้ามีอยู่จริงไหม?” น้อยคนจะถามว่าพระเยซูคริสต์มีอ ยู่จริงไหม โดยทั่วไปผู้คนยอมรัับว่าพระเยซ ูคริสต์ทรงเป็นมนุษย์และทรงอยู่ ในโลกนี้ที่ประเทศอิสราเอลเมื่อ เกือบ2000 ปีที่ผ่านมา การถกเกิดขึ้นเมื่อหลักฐานแสดงต ัวตนของพระองค์ถูกนำมาอภิปราย เกือบทุกศาสนามีหลักสอนว่าพระเย ซูคืิอผู้เผยพระวจนะ หรืออาจารย์ที่ดี หรือคนที่เคร่งศาสนา ปัญหาคือ พระคัีมภีร์บอกเราว่าพระเยซูทรง เป็นมากกว่าผู้เผยพระวจนะ หรืออาจารย์ที่ดี หรือคนที่เคร่งศาสนาคนหนึ่ง
C.S. Lewis ผู้เขียนหนังสือ ชื่่อ คริสเตียนธรรมดา (Mere Christianity) เขียนว่า “ข้่าพเจ้าพยายามที่จะไม่ให้ใคร ๆ พูดอะไรโ่ง่ ๆ ที่คนชอบพูดกันเกี่ยวกับพระองค์ (พระเยซูคริสต์): เช่นว่า ฉัีนพร้อมที่จะยอมรับพระเยซูว่า เป็นผู้สอนทางด้านคุณธรรมที่ดี แต่รับไม่ได้กับการอ้างว่าทรงเป ็นพระ
เจ้า” นี่เป็นอะไรที่เราไม่ควรพูด เพราะหากคนธรรมดา ๆ จะพูดอะไร ๆ
มากมายหลายอย่าง อย่างที่พระเยซูคริสต์ตรัีส ไม่น่าจะเป็นอาจารย์ที่ดีได้
แต่น่าจะเป็นคนบ้ามากกว่า -- ระดับเดียวกับคนที่พูดว่าตัวเอง เป็นไข่ต้ม -- หรือไม่ก็เป็นมารซาตานมาจากนรก คุณต้องเลือก หากพระองค์ไม่ใช่พระบุตรของพระเ จ้า ก็จะต้องเป็นคนบ้าหรืออะไรที่แย ่ยิ่งกว่านั้น… คุณสามารถมองว่าพระองค์ทรงเป็นค นโง่คนบ้่าคนหนึ่ง ถ่มน้ำลายรดพระองค์ แล้วปลงพระชนม์พระองค์ในฐานะมาร ซาตาน หรือซบลงแทบพระบาทของพระองค์แล้ วเรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็น เจ้า แต่อย่าทำมาเป็นพูดเหลวไหลเลยว่ าพระองค์ทรงเป็นอาจารย์ที่ดีคนห นึ่ง พระองค์ไม่ได้ให้ทรงเราเลือกแบบ นั้น และไม่ได้ทรงตั้งพระทัยเช่นนั้น ”
แล้วพระองค์ทรงอ้างว่าทรงเป็นผู ้ใด? พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ทรงเป็น ใคร? ประการแรกให้เราดูพระวจนะของพระ เยซูในหนังสือยอห์น 10:30 “เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ ่งอันเดียวกัน” เมื่อมองอย่างเผิน ๆ นี่อาจดูเหมือนว่าไม่ใช่การยอมร ับว่าทรงเป็นพระเจ้า แต่ ให้เรามาดูกันที่ปฎิกริยาของชาว ยิวต่อคำพูดประโยคนี้ “เราจะขว้างท่านมิใช่เพราะการกร ะทำดี แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาท เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้ งตัวเป็นพระเจ้า” (ยอห์น 10:33) คนยิวเข้าใจดีว่าคำกล่้าวของพระ เยซูคือการยอมรับว่าทรงเป็นพระเ จ้า ในข้อพระคัมภีร์ข้อต่อ ๆ มา พระเยซูไม่ได้ทรงแก้ไขคำพูดของช าวยิวโดยปฏิเสธว่า “เราไม่ได้อ้างตัวว่าเป็นพระเจ้ า” นั่นชี้ให้เห็นว่าพระเยซูตรัสว่ าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าโดยการปร ะกาศว่า “เรากับพระบิดาของเราเป็นอันหนึ ่งอันเดียวกัน” (ยอห์น 10:30) ยอห์น 8:58 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนอับราฮัมบังเกิดมานั้นเราเป ็น” อีกครั้งหนึ่งที่พวกยิวตอบโต้พร ะองค์ด้วยการหยิบก้อนหินขึ้นมาจ ะขว้างพระองค์ (ยอห์น 8:59) การประกาศหลักฐานแสดงตัวตนของพร ะองค์ว่า “เราเป็น” คือการนำพระนามที่ใช้เรียกพระเจ ้าในพันธสัญญาเดิมมาใช้โดยตรง (อพยพ 3:14) ทำไมชาวยิวจึงต้องการเอาหินขว้า งพระองค์อีก หากพระองค์ไม่ได้ตรัสอะไรบางอย่ างที่พวกเขาคิดว่าเป็นการหมิ่นป ระมาทพระเจ้า ซึ่งก็คือ การอ้างพระองค์ว่าทรงเป็นพระเจ้ า?
ยอห์น 1:1 กล่าวว่า “พระวาทะทรงเป็นพระเจ้า” ยอห์น 1:14 กล่าวว่า “พระวาทะได้ทรงสภาพของเนื้อหนัง ” นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพร ะเยซูทรงเป็นพระเจ้าในสภาพเนื้อ หนัง สาวกโธมัสประกาศต่อหน้าพระเยซูว ่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระอง ค์ และพระเจ้าของข้าพระองค์” และพระองค์ไม่ได้ทรงแก้ไขเขา อัครสาวกยอห์นอธิบายเกี่ยวกับพร ะองค์ว่า “….พระเจ้าใหญ่ยิ่ง และพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้ร อดของเรา” (ทิตัส 2:13) อัครสาวกเปโตรพูดอย่างเดียวกัน “…. พระเจ้าและพระเยซูคริสต์พระผู้ช ่วยให้รอดของเราทั้งหลาย” พระเจ้าพระบิดาก็ทรงเป็นพยานเกี ่ยวกับหลักฐานแสดงดัวตนของพระเย ซูคริสต์เช่นกัน พระองค์ตรัสว่า “โอ พระเจ้าข้า พระที่นั่งของพระองค์ดำรงเป็นนิ ตย์และเป็นนิตย์ ธารพระกรแห่งอาณาจักรของพระองค์ ก็เป็นธารพระกรเที่ยงธรรม” (สดุดี 45:6) คำเผยพระวจนะเกี่ยวกับพระเจ้าใน พันธสัญญาเดิมกล่าวถึงความเป็นพ ระเจ้าของพระองค์ว่า “ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเ รา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่า น และท่านจะเรียกนามของท่านว่า "ผู้ที่มหัศจรรย์ ที่ปรึกษา พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช" (อิสยาห์ 9:6)
C.S. Lewis ถกว่า การเลือกเชื่อว่าพระเยซูเป็นอาจ ารย์ที่ดีไม่ใช่ตัวเลือก เพราะพระองค์ประกาศอย่างชัดเจนโ ดยเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าพระอ งค์
ทรงเป็นพระเจ้า ดังนั้น หากพระองค์ไม่ใช่พระเจ้า
พระองค์ก็จะต้องเป็นจอมโกหก หากพระองค์ทรงเป็นนักโกหก
พระองค์ก็จะต้องไม่ใช่ผู้เผยพระ วจนะ หรืออาจารย์ที่ดี หรือ คนที่เคร่งศาสนา แน่นอน ในความพยายามที่จะอธิบายเกี่ยวก ับพระเยซูของ “นักวิชาการ” สมัยใหม่ พวกเขาบอกว่า “พระเยซูองค์แท้จริงในประวัติศา สตร์” ไม่ได้ตรัสหลาย ๆ อย่างที่พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับ พระองค์ เราเป็นใครกันที่จะมาเถียงพระวจ นะของพระเจ้าเกี่ยวกับว่าพระเยซ ูตรัสและไม่ได้ตรัสอะไร “นักวิชาการ” ที่เกิดห่างจากพระเยซูตั้งสองพั นปีจะรู้ดีว่าพระองค์ตรัสหรือไม ่ได้ตรัสอะไรกว่าคนที่อยู่กับพร ะองค์ ปรนิบัติพระองค์ และ ได้รัีบการสอนจากพระองค์ได้อย่า งไร? (ยอห์น 14:26)?
ทำไมคำถามเกี่ยวกับหลักฐานที่พิ สูจน์ว่าพระเยซูทรงเป็นใครจึงสำ คัญ? ทำไม่ถึงการที่พระเยซูทรงเป็นพร ะเจ้าหรือไม่จึงเป็นเรื่องสำคัี ญ? เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ พระเยซูจะต้องทรงเป็นพระเจ้า หากไม่ใช่ การสิ้นพระชนมฺ์ของพระองค์ก็คงจ ะไม่เพียงพอที่จะไถ่บาปให้กับคน ทั้งโลก (1 ยอห์น 2:2) มีพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวเท่าน ั้นที่ทรงสามารถจ่ายค่าจ้างที่ไ ม่มีที่สิ้นสุดได้ (โรม 5:8; 2 โครินธ์ 5:21) พระเยซูจะต้องทรงเป็นพระเจ้าเพื ่อที่พระองค์จะได้ทรงไถ่บาปให้ก ับเราได้ พระองค์จะต้องทรงเป็นมนุษย์ เพื่อที่พระองค์จะทรงสิ้นพระชนม ์ได้ เราจะรับความรอดได้ก็โดยความเชื ่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น! ด้วยความเป็นพระเจ้าของพระองค์ค ือเหตุผลว่าทำไมพระองค์จึงทรงเป ็นทางเดียวที่นำเราไปสู่ความรอด ด้วยความเป็นพระเจ้าของพระองค์ค ือเหตุผลว่าทำไม่พระองค์จึงทรงป ระกาศว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจา กมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)
/// เมื่อเรารู้ว่าพระเยซูเป็นแล้วคุณจะ รู้ว่าท่านสำคัญกับคุณและคนทั้ง โลกแน่นอนครับ ขอเพียงอ่านแล้วเปิดใจเราจึงเข้ าใจได้ครับ
คำตอบ: พระเยซูคริสต์เป็นใคร? ไม่เหมืิอนกับคำถามที่ว่า “พระเจ้ามีอยู่จริงไหม?” น้อยคนจะถามว่าพระเยซูคริสต์มีอ
C.S. Lewis ผู้เขียนหนังสือ ชื่่อ คริสเตียนธรรมดา (Mere Christianity) เขียนว่า “ข้่าพเจ้าพยายามที่จะไม่ให้ใคร
แล้วพระองค์ทรงอ้างว่าทรงเป็นผู
ยอห์น 1:1 กล่าวว่า “พระวาทะทรงเป็นพระเจ้า” ยอห์น 1:14 กล่าวว่า “พระวาทะได้ทรงสภาพของเนื้อหนัง
C.S. Lewis ถกว่า การเลือกเชื่อว่าพระเยซูเป็นอาจ
ทำไมคำถามเกี่ยวกับหลักฐานที่พิ
///
ฉันไปสวรรค์ได้จริงหรือ
การไปสวรรค์ - ฉันจะรับประกันได้อย่างไรว่าฉัน ไปถึงจุดหมายปลายทางนิรันดร?
คำถาม: การไปสวรรค์ - ฉันจะรับประกันได้อย่างไรว่าฉัน ไปถึงจุดหมายปลายทางนิรันดร?
คำตอบ: ลองเผชิญสิ วันนั้นเราแต่ละคนจะก้าวไปสู่นิ รันดร ซึ่งอาจเร็วกว่าที่เราคิดก็ได้
ในการเตรียมตัวสำหรับวินาทีนั้น เราจำเป็นต้องทราบความจริง ไม่ใช่ทุกคนจะได้ไปถึงสวรรค์
เราสามารถทราบแน่ชัดได้อย่างไรว ่าเราเป็นหนึ่งในผู้ที่จะไปถึงส วรรค์นิรันดร เมื่อ 2000 ปีที่ผ่านมา อัครทูตเปโตรและยอห์นได้ทำการปร ะกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต ์ต่อหน้าฝูงชนขนาดใหญ่ในกรุงเยร ูซาเล็ม ตอนนั้นเองที่เปโตรได้กล่าวถ้อย คำสั่งสอนอย่างลึกซึ้ง ที่ส่งเสียงสะท้อนก้องอยู่แม้จะ พ้นยุคโลกปัจจุบัน: "ในผู้อื่นไม่มีความรอดเลย เพราะไม่ได้ประทานนามอื่นที่จะช ่วยให้เราทั้งหลายรอดแก่มนุษย์ท ั่วใต้ฟ้า" (กิจการ 4: 12)
แม้ในบรรยากาศทุกวันนี้ที่บอกว่ า "ทุกหนทางนำไปสู่สวรรค์" นี้ไม่ได้เป็นวาทกรรมที่ถูกต้อง ทางการเมือง มีหลายคนที่คิดว่าพวกเขาสามารถไ ปสวรรค์โดยไม่ต้องมีพระเยซู พวกเขาต้องการคำมั่นสัญญาทั้งหล ายที่นำไปสู่สง่าราศี แต่พวกเขาไม่ต้องการจะใส่ใจเรื่ องกางเขน และท่านผู้หนึ่งที่ถูกตรึง และสิ้นพระชนม์ที่นั่นเพราะความ บาปของทุกคนที่เชื่อในพระองค์ หลายคนไม่ต้องการที่จะยอมรับว่า พระเยซูเป็นทางเดียวและมุ่งมั่น ที่จะแสวงหาหนทางอื่น แต่พระเยซูเองทรงเตือนเราว่าไม่ มีหนทางอื่นเป็นจริงได้ และผลกระทบที่ตามมาเพราะการไม่ย อมรับความจริงนี้นำไปสู่นรกชั่ว นิรันดร พระเยซูได้ทรงสอนเราชัดเจนว่า "ผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรก็มีชีว ิตนิรันดร์ แต่ผู้ใดไม่ยอมรับพระบุตรก็จะไม ่ได้เห็นชีวิต เพราะพระพิโรธของพระเจ้ายังอยู่ กับเขา" (ยอห์น 3:36)
บางคนจะเถียงว่ามันเป็นความใจแค บของพระเจ้าอย่างยิ่งที่ทรงให้เ พียงทางเดียวที่จะไปสวรรค์
แต่ ถ้าพูดตรงๆ มองในแง่ที่มนุษยชาติขบถต่อต้าน พระเจ้า ก็ยิ่งนับเป็นพระกรุณาอย่างล้นเ หลือของพระองค์ที่ยังทรงประทานห นทาง
ให้เราไปสวรรค์ได้ เราสมควรได้รับการตัดสินลงโทษ แต่แทนที่เป็นดังนั้น
ยังทรงหาหนทางให้เราหลุดพ้น โดยการส่งพระบุตรองค์เดียวของพร ะองค์มาสิ้นพระชนม์เพื่อชำระบาป ของเรา ไม่ว่าจะมีคนเห็นว่านี่เป็นความ ใจแคบหรือใจกว้าง มันก็เป็นความจริง และคริสเตียนจำเป็นต้องรักษาข่า วประเสริฐที่ชัดเจน ไม่มัวหมองว่ามีทางเดียวที่จะไป สวรรค์โดยผ่านทางพระเยซูคริสต์
วันนี้มีหลายคนที่เชื่อถือการปร ะกาศที่หลั่งไหลเข้ามาแทนข่าวปร ะเสริฐที่มีการยกโทษบาปคนทั้งหล ายที่สำนึกผิด พวกเขาต้องการเชื่อในพระเจ้าผู้ เต็มไปด้วยความรัก ไม่เกี่ยวข้องการตัดสินลงโทษ ผู้ไม่ต้องการให้กลับใจใหม่และไ ม่ต้องให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงการด ำเนินชีวิต
พวกเขาอาจจะพูดว่า "ฉันเชื่อในพระเยซูคริสต์ แต่พระเจ้าของฉันไม่ตัดสินลงโทษ พระเจ้าของฉันจะไม่ส่งคนไปตกนรก " แต่เราไม่สามารถมีสองทางได้ ถ้าเรายอมรับที่จะเป็นคริสเตียน เราต้องยอมรับพระคริสต์ตามที่ทร งตรัสว่าพระองค์ทรงเป็น - ผู้เดียวและทางเดียวที่นำไปถึงส วรรค์
การไม่ยอมรับ เท่ากับปฏิเสธพระเยซูเอง เพราะพระองค์เองทรงประกาศว่า
"เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจา กมาทางเรา" (ยอห์น 14:6)
ยังคงมีคำถามอีก: แท้จริงแล้วใครล่ะจะเข้าในอาณาจ ักรของพระเจ้าได้ ฉันสามารถรับประกันจุดหมายปลายท างนิรันดรของฉันได้อย่างไร คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ เราเห็นได้จากผู้ที่มีชีวิตนิรั นดร์จะแตกต่างเด่นชัดกับผู้ที่ไ ม่มี "ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรของพระองค์ก็ ไม่มีชีวิต" (1 ยอห์น 5:12) บรรดาคนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้ที่ได้ยอมรับว่าพระองค์ทรงเส ียสละ
พระชนม์เพื่อชำระความบาป และ ผู้ที่ติดตามพระองค์อย่างเชื่อฟ ังจะมีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ แต่บรรดาผู้ที่ปฏิเสธพระองค์จะไ ม่มี "ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็ไม่ถู กพิพากษา แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษ าอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระ บุตรองค์เดียวของพระเจ้า" (ยอห์น 3:18)
สวรรค์จะเป็นที่น่าเกรงขามสำหรั บผู้ที่เลือกพระเยซูคริสต์เป็นพ ระผู้ช่วยให้รอด นรกจะเป็นที่น่าสะพรึงกลัวมากสำ หรับคนที่ปฏิเสธพระองค์ เราควรบอกข่าวประเสริฐแก่ผู้หลง หายไปอย่างเร่งด่วนมากขึ้น ถ้าเราเข้าใจความบริสุทธิ์และคว ามชอบธรรมของพระเจ้าที่จะทรงช่ว ยผู้ที่ได้เคยปฏิเสธการให้อภัยบ าปอย่างหาที่สุดมิได้ ของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเ จ้า คนไม่สามารถอ่านพระคัมภีร์อย่าง เอาจริงเอาจังได้โดยไม่อ่านซ้ำแ ล้วซ้ำอีก- ควรขีดเส้นใต้ พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่ามีเพีย งผู้เดียวและทางเดียวที่จะไปถึง สวรรค์-โดยทางพระเยซูคริสต์ พระเยซูได้ทรงให้คำเตือนนี้แก่เ รา “จงเข้าไปทางประตูแคบ เพราะประตูใหญ่และทางกว้างนำไปส ู่ความพินาศ และคนเป็นอันมากเข้าไปทางนั้น ส่วนประตูเล็กและทางแคบนำไปสู่ช ีวิต และมีเพียงไม่กี่คนที่ค้นพบ” (มัทธิว 7:13-14)
มีเพียงทางเดียวไปถึงสวรรค์ และผู้ที่ติดตามทางนั้นถูกรับรอ งว่าจะไปถึงแน่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่กำลังไปตามทาง นั้น คุณเป็นคนนั้นหรือไม่
คุณได้ตัดสินใจเชื่อพระเจ้าเพรา ะสิ่งที่คุณได้อ่านพบจากที่นี่ใ ช่หรือไม่? ถ้าใช่.. กรุณาคลิกปุ่ม “ฉันได้รับพระคริสต์เข้ามาในชีว ิตตั้งแต่วันนี้”
คำถาม: การไปสวรรค์ - ฉันจะรับประกันได้อย่างไรว่าฉัน
คำตอบ: ลองเผชิญสิ วันนั้นเราแต่ละคนจะก้าวไปสู่นิ
ในการเตรียมตัวสำหรับวินาทีนั้น
เราสามารถทราบแน่ชัดได้อย่างไรว
แม้ในบรรยากาศทุกวันนี้ที่บอกว่
บางคนจะเถียงว่ามันเป็นความใจแค
แต่ ถ้าพูดตรงๆ มองในแง่ที่มนุษยชาติขบถต่อต้าน
วันนี้มีหลายคนที่เชื่อถือการปร
พวกเขาอาจจะพูดว่า "ฉันเชื่อในพระเยซูคริสต์ แต่พระเจ้าของฉันไม่ตัดสินลงโทษ
ยังคงมีคำถามอีก: แท้จริงแล้วใครล่ะจะเข้าในอาณาจ
พระชนม์เพื่อชำระความบาป และ ผู้ที่ติดตามพระองค์อย่างเชื่อฟ
สวรรค์จะเป็นที่น่าเกรงขามสำหรั
มีเพียงทางเดียวไปถึงสวรรค์ และผู้ที่ติดตามทางนั้นถูกรับรอ
คุณได้ตัดสินใจเชื่อพระเจ้าเพรา
ศาสนาช่วยมนุษยืได้ไหม
/// ศาสนาช่วยมนุษย์ได้จริงหรือครับ
"ทุกศาสนาสอนคนให้เป็นคนดี" เป็นคำพูดที่ถูกต้อง 100 % (แต่ไม่ใช่ทุกศาสนาเหมือนกัน "ดี" ตรงนี้ หมายถึงแค่คำสอนขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่หลักข้อเชื่อ คำสอนศีลธรรมขั้นพื้นฐานคืออะไร ? ... ก็คือคำสอนที่ว่าอย่าโกหก อย่าล่วงประเวณี ห้ามขโมง ฯลฯ) เพราะถ้าหากไม่สอนให้คนเป็นคนดี แล้ว เขาคงจะไม่ตั้งเป็นศาสนา หรือเรียกว่าศาสนาอย่างแน่นอน ซึ่งพระคัมภีร์ เองก็สนับสนุนคำพูดนี้
"ศาสนานั้นดีถ้าผู้ใดใช้ให้ถูก" (1ทิโมธี 1:8)
จากข้อพระคัมภีร์ข้างต้นเราจะเห ็นได้ว่า พระคัมภีร์ได้บอกว่า ศาสนานั้นดีถ้าใช้ให้ถูก
ใช้ถูกอย่างไร ? ... ก็คือใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ของม ัน
แล้วศาสนามีขึ้นเพื่อวัตถุประสง ค์อะไรล่ะ ?
"...ศาสนานั้นทำให้เรารู้จักบาป ได้" (โรม 3:2) (กาลาเทีย 3:19)
จากข้อพระคัมภีร์ข้างต้นนี้เราจ ะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ของศาสน าก็เพื่อให้มนุษย์รู้จักบาปได้
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ศาสนานั้นเปรียบเสมือนเครื่องเอ ็กซเรย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยจุ ดประสงค์ที่ดี คือนำมาวินิจฉัยโรคภายในตัวของม นุษย์ (ซึ่งเราก็ไม่จำเป็น จะต้องมานั่งเถียงกันว่าเครื่อง เอ็กซเรย์ยี่ห้อไหนมันดีกว่ากัน ) เมื่อคนหนึ่งที่มีโรคร้ายถ้าเขา จะเข้าไปหาเครื่องเอ็กซเรย์ ก็จะทำให้เขาเห็นความน่ากลัวของ โรคร้ายมากขึ้น
เช่นเดียวกัน เมื่อมนุษย์ยิ่งเข้าใกล้ชิดศาสน าเขาก็จะยิ่งเห็นถึงความน่ากลัว ของความผิดบาปของตนเอง ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นด ้าน
ความคิด ที่สกปรก คิดไม่ดี แช่งสาป อิจฉาริษยา
ตา ใช้ตาในทางที่ผิด มองในสิ่งที่ไม่ควรมอง ฯลฯ ถ้าตาเราเหมือนกับเครื่องฉายหนั ง ใครกล้าเอามาฉายให้คนอื่นดูว่าเ ขามองอะไรมาบ้าง
ปาก พูดในสิ่งที่ทำลายคนอื่น ใช้ลิ้นนินทา ด่าว่า พูดคำหยาบ โกหก พูดเสียดสี ถ้าปากของเราเป็นเครื่องบันทึกเ สียง ใครกล้าเอามาเปิดให้คนอื่นฟังว่ าเขาพูดอะไรบ้าง
มือ ขโมย ฆ่า แต๊ะอั๋งผู้หญิง ฯลฯ ลองถามตัวเองดูสิว่า มือคู่นี้ของเราไม่เคยขโมยหรือ ?
และยังมีความผิดบาปอีกมากมาย ที่เมื่อคนคนหนึ่งเข้าใกล้ชิดศา สนาจะสามารถเห็นได้ในตัวเขา แต่แม้จะเห็นและรู้อย่างชัดเจนก ็ไม่สามารถจะทำอะไรได้
เครื่องเอ็กซเรย์รักษาโรคไม่ได้ ฉันใด ศาสนา ก็รักษาโรคบาปไม่ได้ฉันนั้น
เครื่องเอ็กซเรย์เป็นทางผ่านพาค นป่วยไปหาหมอเพื่อรักษา โรคร้ายฉันใด ศาสนาก็เป็นทางผ่านฉันนั้น
ปัญหาที่มนุษย์ทุกคนเผชิญอยู่ทุ กวันนี้ "ไม่ใช่ไม่รู้ว่าตัวเองมีบาป" และมิใช่ว่า "ไม่รู้ว่าจะต้องความผิดบาปออก" เพราะศาสนาหรือเครื่องเอ็กซเรย์ ก็ได้ชื่อให้เห็นถึงความผิดบาปห รือโรคร้ายที่มีอยู่ในตัวของมนุ ษย์แล้ว และเขาก็รู้ดีว่าเขาจะต้องเอาออ ก
แต่ปัญหาของมนุษย์อยู่ที่ว่า "ฉันเป็นคนไข้ ฉันไม่ใช่หมอ ฉันจะช่วยตัวเองได้อย่างไร ฉันต้องการหมอ"
แล้วใครล่ะคือหมอผู้ที่สามารถรั กษาโรคบาปนั้นได้ เมื่อเรารู้แล้วว่ามนุษย์ทุกคนต ่างก็มีเชื้อ ?
อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์
จากหนังสือ ศาสนา...ช่วยมนุษย์ได้จริงหรือ?
"ทุกศาสนาสอนคนให้เป็นคนดี" เป็นคำพูดที่ถูกต้อง 100 % (แต่ไม่ใช่ทุกศาสนาเหมือนกัน "ดี" ตรงนี้ หมายถึงแค่คำสอนขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่หลักข้อเชื่อ คำสอนศีลธรรมขั้นพื้นฐานคืออะไร
"ศาสนานั้นดีถ้าผู้ใดใช้ให้ถูก"
จากข้อพระคัมภีร์ข้างต้นเราจะเห
ใช้ถูกอย่างไร ? ... ก็คือใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ของม
แล้วศาสนามีขึ้นเพื่อวัตถุประสง
"...ศาสนานั้นทำให้เรารู้จักบาป
จากข้อพระคัมภีร์ข้างต้นนี้เราจ
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ศาสนานั้นเปรียบเสมือนเครื่องเอ
เช่นเดียวกัน เมื่อมนุษย์ยิ่งเข้าใกล้ชิดศาสน
ความคิด ที่สกปรก คิดไม่ดี แช่งสาป อิจฉาริษยา
ตา ใช้ตาในทางที่ผิด มองในสิ่งที่ไม่ควรมอง ฯลฯ ถ้าตาเราเหมือนกับเครื่องฉายหนั
ปาก พูดในสิ่งที่ทำลายคนอื่น ใช้ลิ้นนินทา ด่าว่า พูดคำหยาบ โกหก พูดเสียดสี ถ้าปากของเราเป็นเครื่องบันทึกเ
มือ ขโมย ฆ่า แต๊ะอั๋งผู้หญิง ฯลฯ ลองถามตัวเองดูสิว่า มือคู่นี้ของเราไม่เคยขโมยหรือ ?
และยังมีความผิดบาปอีกมากมาย ที่เมื่อคนคนหนึ่งเข้าใกล้ชิดศา
เครื่องเอ็กซเรย์รักษาโรคไม่ได้
เครื่องเอ็กซเรย์เป็นทางผ่านพาค
ปัญหาที่มนุษย์ทุกคนเผชิญอยู่ทุ
แต่ปัญหาของมนุษย์อยู่ที่ว่า "ฉันเป็นคนไข้ ฉันไม่ใช่หมอ ฉันจะช่วยตัวเองได้อย่างไร ฉันต้องการหมอ"
แล้วใครล่ะคือหมอผู้ที่สามารถรั
อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์
จากหนังสือ ศาสนา...ช่วยมนุษย์ได้จริงหรือ?
Christian believe ความเชื่อคริสเตียน
หลักความเชื่อจริงๆคืออะไรครับ
ถ้าผม กับประธานาธิบดีของสหรัฐเป็นเพื ่อนกัน คนก็รู้กันทั่วโลก
วันหนึ่ง ประธานาธิบดีเกิดหัวใจวายตายกระ ทันหัน และผมก็เอาศพของท่านไปฝังไว้ที่ ห้องใต้ดิน โดยไม่ให้ใครรู้
ต่อมาเมื่อมีนักข่าวมาถามผมว่า "ประธานาธิบดีไปไหน"
ผมก็ตอบว่า "ท่านไปเมืองนอก 2-3 เดือน"
คุณคิดว่าเขาจะเชื่อผมไหม
แน่นอน เขาอาจจะเชื่อคำพูดของผม
แต่เชื่อเกิน 100 ปีไหมครับ ? ... ไม่มีทางเด็ดขาด
ไม่ต้อง 100 ปีหรอกครับ ผ่านไปครึ่งปี เขาก็ไม่เชื่อผมแล้ว
แต่นี่เกือบ 2,000 ปีมาแล้ว คนก็ยังเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นข ึ้นจากความตาย และยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี ้
ซึ่งถ้าคุณจะศึกษาประวัติศาสตร์ แล้ว คุณก็จะรู้ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงป ัจจุบัน มีคนยอมตายเพื่อจะเป็นพยานว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นจากตายจริง ๆ ถึง 40 ล้านคน และจำนวนของคนที่ยอมตายเพื่อควา มเชื่อนี้ กำลังเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้
คุณลองคิดดูสิครับ ถ้าพระองค์ไม่ได้เป็นขึ้นจากควา มตาย ความเชื่อนี้จะอยู่ได้อย่างไร เกือบ 2,000 ปีมาแล้ว และยังมีคนตายเพื่อความเชื่อนี้ มากมายอีกด้วย ?
ถ้าคุณจะถามผมว่า "อะไรคือรากฐานที่สำคัญที่สุดขอ งศาสนาคริสเตียน ?"
นั่นก็คือ "พระเยซูคริสต์ตายแล้ว 3 วัน หลังจากนั้นพระองค์ก็ฟื้นจากตาย และยังมีชีวิตอยู่ จนถึงทุกวันนี้และตลอดไปเป็นนิต ย์"
เพียงแต่คนคนหนึ่งหาเหตุผลเพียง ข้อเดียว มาพิสูจน์ว่า เรื่องการฟื้นจากตายของพระเยซูค ริสต์เป็นเรื่องโกหก เขาก็สามารถที่จะ ลบล้างศาสนาคริสเตียนออกจากโลกน ี้ได้เลย
และตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีค น เป็นจำนวนมากพยายามหาหลักฐานเพื ่อจะมาลบล้างความเชื่อถือนี้ของ คริสเตียน แต่ข้อมูลและหลักฐานที่พวกเขาค้ นพบนั้นมันกลับยิ่งสนับสนุนมากย ิ่งขึ้นว่า พระเยซูคริสต์ได้ฟื้นจากความตาย แล้วจริง ๆ
พระเยซูเกิดในหมู่บ้านชาวนา ในคอกสัตว์ มีชีวิตที่ยากจน มีอาชีพเป็นช่างไม้ พระองค์ไม่ใช่คนรวย ไม่มีอำนาจทางการเมือง ไม่เคยเขียนหนังสือแม้แต่เล่มเด ียว ไม่เคยเดินทางไกลเกิน 200 กิโลเมตร จากที่ที่พระองค์เกิด
เมื่อพระองค์อายุ 30 ปี ก็เริ่มประกาศข่าวดีแห่งความรอด ให้แก่มนุษย์
เมื่อพระองค์อายุ 33 ปี คนก็ไม่ต้อนรับพระองค์ พระองค์ถูกพวกศัตรูของพระองค์พา พระองค์ไปขึ้นศาลเตี้ย และพระองค์ก็ทรงถูกตัดสินประหาร ชีวิตโดยการตรึงบนไม้กางเขน
เมื่อพระองค์ตาย เขาก็นำศพของพระองค์ไปฝังไว้ในอ ุโมงค์ แต่พระองค์ก็ไม่ยอมอยู่ในนั้น
3 วันต่อมา พระองค์ก็ลุกขึ้น
ผ่านไปเกือบ 2,000 ปี พระองค์ก็ยังทรงเป็นเอกลักษณ์ขอ งมนุษย์ เป็นผู้นำของพวกเรา
ไม่ว่าเรื่องของพระองค์ไปที่ไหน ความหวังใหม่ ชีวิตใหม่ และการอภัยโทษบาปก็ไปถึงที่นั่น จนมีคำกล่าวว่า
"กองทัพที่เคยรบ เรือรบที่เคยแล่น กษัตริย์ที่ครองราชย์ ไม่มีผลต่อมนุษย์เท่ากับพระองค์ เพียงคนเดียวเลย"
เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณจะปฏิเสธพระองค์ได้หรือ ?
อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์
จากหนังสือ ศาสนา...ช่วยมนุษย์ได้จริงหรือ?
ถ้าผม กับประธานาธิบดีของสหรัฐเป็นเพื
วันหนึ่ง ประธานาธิบดีเกิดหัวใจวายตายกระ
ต่อมาเมื่อมีนักข่าวมาถามผมว่า "ประธานาธิบดีไปไหน"
ผมก็ตอบว่า "ท่านไปเมืองนอก 2-3 เดือน"
คุณคิดว่าเขาจะเชื่อผมไหม
แน่นอน เขาอาจจะเชื่อคำพูดของผม
แต่เชื่อเกิน 100 ปีไหมครับ ? ... ไม่มีทางเด็ดขาด
ไม่ต้อง 100 ปีหรอกครับ ผ่านไปครึ่งปี เขาก็ไม่เชื่อผมแล้ว
แต่นี่เกือบ 2,000 ปีมาแล้ว คนก็ยังเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นข
ซึ่งถ้าคุณจะศึกษาประวัติศาสตร์
คุณลองคิดดูสิครับ ถ้าพระองค์ไม่ได้เป็นขึ้นจากควา
ถ้าคุณจะถามผมว่า "อะไรคือรากฐานที่สำคัญที่สุดขอ
นั่นก็คือ "พระเยซูคริสต์ตายแล้ว 3 วัน หลังจากนั้นพระองค์ก็ฟื้นจากตาย
เพียงแต่คนคนหนึ่งหาเหตุผลเพียง
และตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีค
พระเยซูเกิดในหมู่บ้านชาวนา ในคอกสัตว์ มีชีวิตที่ยากจน มีอาชีพเป็นช่างไม้ พระองค์ไม่ใช่คนรวย ไม่มีอำนาจทางการเมือง ไม่เคยเขียนหนังสือแม้แต่เล่มเด
เมื่อพระองค์อายุ 30 ปี ก็เริ่มประกาศข่าวดีแห่งความรอด
เมื่อพระองค์อายุ 33 ปี คนก็ไม่ต้อนรับพระองค์ พระองค์ถูกพวกศัตรูของพระองค์พา
เมื่อพระองค์ตาย เขาก็นำศพของพระองค์ไปฝังไว้ในอ
3 วันต่อมา พระองค์ก็ลุกขึ้น
ผ่านไปเกือบ 2,000 ปี พระองค์ก็ยังทรงเป็นเอกลักษณ์ขอ
ไม่ว่าเรื่องของพระองค์ไปที่ไหน
"กองทัพที่เคยรบ เรือรบที่เคยแล่น กษัตริย์ที่ครองราชย์ ไม่มีผลต่อมนุษย์เท่ากับพระองค์
เมื่อเป็นเช่นนี้ คุณจะปฏิเสธพระองค์ได้หรือ ?
อ. นิกร สิทธิจริยาภรณ์
จากหนังสือ ศาสนา...ช่วยมนุษย์ได้จริงหรือ?
///พระคัมภีร์มีคำตอบครับ
///พระคัมภีร์มีคำตอบครับ
พระคัมภีร์มีข้อผิดพลาด, สิ่งที่ขัดแย้งกัน, สิ่งที่ไม่ตรงกันไหม?
คำถาม: พระคัมภีร์มีข้อผิดพลาด, สิ่งที่ขัดแย้งกัน, สิ่งที่ไม่ตรงกันไหม?
คำตอบ: หากท่านอ่านพระคัมภีร์โดยไม่ลำเ อียงหรือพยามยามที่จะค้นหาข้อผิ ดพลาด ท่านก็จะพบว่าพระคัมภีร์เป็นหนั งสือที่แสดงเรื่องราวต่อเนื่องก ัน, สอดคล้องกัน, และง่ายต่อการเข้าใจ แน่นอนว่ามีข้อความบางตอนที่ยาก และบางตอนดูเหมือนว่าจะขัดแย้งก ันเอง แต่เราต้องเข้าใจว่าพระคัมภีร์ถ ูกเขียนโดยคนประมาณ 40 คนโดยใช้เวลานานประมาณ 1500 ปี ผู้เขียนแต่ละคนเขียนด้วยลีลาที ่แตกต่างกัน จากมุมมองที่แตกต่างกัน ถึงผู้ฟังที่แตกต่างกัน และด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างก ัน ดังนั้นเราจึงควรคาดหวังที่จะเห ็นข้อแตกต่างบ้าง! แต่อย่างไรก็ตามข้อแตกต่างที่ว่ าไม่ใช่ข้อขัดแย้ง มันจะถือว่าเป็นข้อผิดพลาดได้ก็ ต่อเมื่อข้อความในพระคัมภีร์ขัด แย้งกันจนไม่สามารถลงรอยกันได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังหาคำตอบไม่ได ้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคำตอบ มีหลายคนพบว่าสิ่งที่คิดว่าเป็น ข้อผิดพลาดในพระคัมภีร์เกี่ยวกั บประวัติศาสตร์หรือภูมิศาสตร์ หลักฐานทางโบราณคดีที่ถูกค้นพบต ่อมาก็ได้พิสูจน์ว่าพระคัมภีร์ถ ูกต้อง
ในเว็บภาษาอังกฤษของเรา เราได้รับคำถามทำนองนี้บ่อย ๆ “ช่วยอธิบายหน่อยว่าข้อพระคัมภี ร์เหล่านี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน” หรือ “นี่ไงข้อผิดพลาดในพระคัมภีร์!” เราต้องยอมรับว่าบางครั้งคำถามท ี่ถามมาเป็นเรื่องยากที่จะตอบ แต่เรายืนยันว่าทุกข้อสงสัยที่ว ่าข้อพระคัมภีร์ขัดแย้งกันเองแล ะมีข้อผิดพลาด มีคำตอบที่เป็นไปได้ สมเหตุสมผล และรับได้ มีหนังสือและเว็บมากมายที่พิสูจ น์ว่าสิ่งที่คิดว่าเป็นข้อผิดพล าดทุกประการในพระคัมภีร์นั้นไม่ จริง แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าคนที่โจม ตีพระคัมภีร์ไม่ได้สนใจในคำตอบอ ย่างแท้จริง – นอกจากจะโจมตีพระคัมภีร์เท่านั้ น – คนที่ชอบ “โจมตีพระคัมภีร์” หลายคนรู้คำตอบดี แต่ก็ยังอยากโจมตีอยู่ดีด้วยการ ใช้การโจมตีตื้น ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทีนี้ท่านจะทำอย่างไรหากมีคนถาม เกี่ยวกับสิ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเ ป็นข้อผิดพลาดในพระคัมภีร์? (1) จงศึกษาข้อพระคัมภีร์ด้วยใจอธิษ ฐาน แล้วดูว่ามีคำตอบง่าย ๆ ไหม (2) ค้นคว้าหาข้อมูลจากฐานข้อมูลที่ ดีที่สุดเช่นหนังสืออธิบายพระคั มภีร์, หนังสือ “สู้คดีพระคัมภีร์” และเว็บต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช่ได้ (3) ถามศิษยาภิบาล/ หรือผู้นำคริสตจักรของท่านดูว่าเ ขาจะมีคำตอบให้ท่านไหม (4) หากท่านทำทั้งข้อ 1, 2 และ 3 แล้วก็ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเ จนก็ขอให้ท่านวางใจในพระเจ้าว่า พระวจนะของพระองค์เป็นความจริงแ ละมันจะต้องมีคำตอบอยู่ที่ไหนสั กแห่งหนึ่งที่ท่านยังหาไม่เจอเท ่านั้น (2 ทิโมธี 2:15; 3:16-17)
พระคัมภีร์มีข้อผิดพลาด, สิ่งที่ขัดแย้งกัน, สิ่งที่ไม่ตรงกันไหม?
คำถาม: พระคัมภีร์มีข้อผิดพลาด, สิ่งที่ขัดแย้งกัน, สิ่งที่ไม่ตรงกันไหม?
คำตอบ: หากท่านอ่านพระคัมภีร์โดยไม่ลำเ
ในเว็บภาษาอังกฤษของเรา เราได้รับคำถามทำนองนี้บ่อย ๆ “ช่วยอธิบายหน่อยว่าข้อพระคัมภี
ทีนี้ท่านจะทำอย่างไรหากมีคนถาม
วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2556
คำสอนเรื่องครอบครัว The Teaching about family life
Ephesian เอเฟซัส 5:21-33 ( สามีและภรรยา-Husband & Wife )
21จงยอมฟังกันและกันด้วยความเคารพในพระคริสต์ 22ฝ่ายภรรยา จงยอมฟังสามีของตน เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า 23เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร 24คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น 25ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร 26เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์ โดยการทรงชำระด้วยน้ำและพระวจนะ 27เพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี ไม่มีตำหนิริ้วรอย หรือมลทินใดๆเลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ 28เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง 29เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง มีแต่เลี้ยงดูและทนุถนอม เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร 30เพราะว่าเราเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์ 31เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจึงจะละบิดามารดาของตน ไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน 32ความจริงที่ฝังอยู่ในข้อนี้สำคัญ ส่วนข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าใจว่าหมายถึงพระคริสต์และคริสตจักร 33ถึงอย่างไรก็ดี ท่านทุกคนจงต่างก็รักภรรยาของตนเหมือนรักตนเอง และภรรยาก็จงยำเกรงสามีของตน
21Be subject to one another out of reverence for Christ. 22Wives, be subject to your husbands, as to the Lord. 23For the husband is the head of the wife as Christ is the head of the church, his body, and is himself its Savior. 24As the church is subject to Christ, so let wives also be subject in everything to their husbands. 25Husbands, love your wives, as Christ loved the church and gave himself up for her, 26that he might sanctify her, having cleansed her by the washing of water with the word, 27that he might present the church to himself in splendor, without spot or wrinkle or any such thing, that she might be holy and without blemish. 28Even so husbands should love their wives as their own bodies. He who loves his wife loves himself. 29For no man ever hates his own flesh, but nourishes and cherishes it, as Christ does the church, 30because we are members of his body. 31"For this reason a man shall leave his father and mother and be joined to his wife, and the two shall become one flesh." 32This mystery is a profound one, and I am saying that it refers to Christ and the church; 33however, let each one of you love his wife as himself, and let the wife see that she respects her husband.
/// Obey for Wife ภรรยาจงเชื่อฟังสามี (เพราะไม่เชื่อฟัง)
/// Love for Husband สามีจงรักภรรยา (เพราะไม่น่ารัก)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
เกี่ยวกับฉัน
- คริสเตียนไทยรับใช้พระเจ้า
- พวกเราเป็นกลุ่มคริสตจักรท่มีความเชื่อตามหลักของพระคัมภีร์อย่างเคร่งครัด เราเชื่อว่า เรารอดโดยพระคุณพระเจ้า และเชื่อในตรีเอกานุภาพ และพระคัมภีร์66เล่มเป็นการดลใจจากพระเจ้าและไม่มีความผิดพลาดของต้นฉบับ และพระวจนะของพระเจ้าเป็นแหล่งชีวิตและความจริง เป็นหนังสือท่ช่วยในการดำเนินชีวิตประจำวัน เราเชื่อว่าเมื่อเราเชื่อในพระองค์เราได้รับองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ในทันใดนั้น เพราะทรงประทับตราเรา ( เอเฟซัส 1:13-14)





































